นายจ้างแรงงานต่างด้าวต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อประกันค่าใช้จ่ายคนละ 2,100–2,400 บาท เริ่ม 1 มี.ค. 55
(8 ก.พ. 54) นายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ลูกจ้างสัญชาติพม่า ลาวและกัมพูชา ที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานรับใช้ในบ้านหรืองานกรรมกร จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อประกันค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎกระทรวงกำหนดงานและจำนวนเงินที่ลูกจ้างต้องส่งเข้ากองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และหลักเกณฑ์และวิธีการในการส่งเงิน การออกใบรับ หนังสือรับรอง และใบแทนหนังสือรับรองการส่งเงิน พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 โดยนายจ้างมีหน้าที่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ กรณีลูกจ้างสัญชาติพม่าและลาว คนละ 2,400 บาท ลูกจ้างสัญชาติกัมพูชา คนละ 2,100 บาท ซึ่งจะเริ่มหักเงินค่าจ้างส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 55 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร โทร. 0 2273 8215
Let's Bring Happiness Back to Bangkok :) "ข้อมูลข่าวจาก กองประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร":D
ค้นหาบล็อกนี้
วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สภากทม. ลงพื้นที่ผลกระทบโครงการอุโมงค์ทางลอดสามแยกไฟฉาย
คกก.วิสามัญศึกษาโครงการก่อสร้างทางลอด ถ.จรัญสนิทวงศ์-พรานนก (สามแยกไฟฉาย) พร้อมด้วยรองผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่พบปะและรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โครงการ หวั่นกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเวนคืน ด้าน รองผู้ว่าฯ เร่งเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน พร้อมนำข้อหารือเข้าสู่ ที่ประชุมสภากทม. 16 ก.พ. นี้
(7 ก.พ. 54) นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานวิสามัญเพื่อศึกษาการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดบริเวณ ถ.จรัญสนิทวงศ์-พรานนก(สามแยกไฟฉาย) พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หารือและพูดคุยกับประชาชนในพื้น ถ.จรัญสนิทวงศ์ – สามแยกไฟฉาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการอุโมงค์ทางลอด ถ.จรัญสนิทวงศ์ – สามแยกไฟฉาย ณ บริเวณสำนักงานชั่วคราวโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดบริเวณ ถ.จรัญสนิทวงศ์ - พรานนก (สามแยกไฟฉาย)
ประธานคณะกรรมการฯ เปิดเผยภายหลังพบปะประชาชนในพื้นโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด ว่า จากการพูดคุยทำให้ได้รับทราบปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมพิจารณาการดำเนินโครงการใน 3 แนวทาง คือ 1. ยกเลิกโครงการฯ ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ 2. ปรับจากอุโมงค์ทางลอด มาเป็นทางยกระดับจากบริเวณสามแยกไฟฉายถึงสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย 3. ยังคงเดินหน้าโครงการฯ แต่จะหาแนวทาง แก้ไขปัญหาด้านการจราจร ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเร่งหาข้อสรุปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเกิดประโยชน์สูงสุด
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าวได้สั่งชะลอการก่อสร้างออกไป เนื่องจากมีประชาชนออกมาคัดค้าน และได้เตรียมมาตรการในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเอาไว้แล้ว แต่จะเร่งเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนของโครงการนี้อีกครั้ง ซึ่งจากการพูดคุยในครั้งนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจประโยชน์ของโครงการ เพราะกลัวจะได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเวนคืน ทั้งนี้ผู้บริหารกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับจากประชาชนไปสรุปอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่การพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครในวันที่ 16 ก.พ. 54 นี้ต่อไป
(7 ก.พ. 54) นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานวิสามัญเพื่อศึกษาการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดบริเวณ ถ.จรัญสนิทวงศ์-พรานนก(สามแยกไฟฉาย) พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หารือและพูดคุยกับประชาชนในพื้น ถ.จรัญสนิทวงศ์ – สามแยกไฟฉาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการอุโมงค์ทางลอด ถ.จรัญสนิทวงศ์ – สามแยกไฟฉาย ณ บริเวณสำนักงานชั่วคราวโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดบริเวณ ถ.จรัญสนิทวงศ์ - พรานนก (สามแยกไฟฉาย)
ประธานคณะกรรมการฯ เปิดเผยภายหลังพบปะประชาชนในพื้นโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด ว่า จากการพูดคุยทำให้ได้รับทราบปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมพิจารณาการดำเนินโครงการใน 3 แนวทาง คือ 1. ยกเลิกโครงการฯ ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ 2. ปรับจากอุโมงค์ทางลอด มาเป็นทางยกระดับจากบริเวณสามแยกไฟฉายถึงสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย 3. ยังคงเดินหน้าโครงการฯ แต่จะหาแนวทาง แก้ไขปัญหาด้านการจราจร ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเร่งหาข้อสรุปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเกิดประโยชน์สูงสุด
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าวได้สั่งชะลอการก่อสร้างออกไป เนื่องจากมีประชาชนออกมาคัดค้าน และได้เตรียมมาตรการในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเอาไว้แล้ว แต่จะเร่งเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนของโครงการนี้อีกครั้ง ซึ่งจากการพูดคุยในครั้งนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจประโยชน์ของโครงการ เพราะกลัวจะได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเวนคืน ทั้งนี้ผู้บริหารกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับจากประชาชนไปสรุปอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่การพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครในวันที่ 16 ก.พ. 54 นี้ต่อไป
ประชุมแผนงานผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนาสุขภาพคนเมืองต่อเนื่อง
(8 ก.พ. 54) เวลา 09.30 น. ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม. : นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมผลักดันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553-2556 ไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการและกิจกรรม ประจำปี 2553 ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานตามแผน ประจำปี 2554 และกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณ 2555 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาสุขภาพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ กรุงเทพมหานครเมืองแห่งสุขภาพที่คนกรุงเทพ มีความสุข ปลอดภัย มีรายได้มั่นคงและสภาพแวดล้อมน่าอยู่อาศัย โดยการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ 7 เป้าหมายพัฒนาสุขภาพคนเมือง
สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กทม. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2553-2556 เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งสุขภาพ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขเทียบเท่าเมืองสำคัญในระดับสากล โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วย การส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ มีสุขภาพที่ดี การพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา 7 เรื่อง ได้แก่ 1. กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุข และมีสุขภาพดี 2. สังคมกรุงเทพฯ เป็นสังคมสมานฉันท์ เอื้ออาทรต่อกัน และปลอดภัยจากอาชญากรรม 3. ประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต 4. กรุงเทพฯ มีศิลปวัฒนธรรมของเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ 5. เศรษฐกิจเมืองกรุงเทพฯ มีความมั่นคง ประชาชนมีรายได้สามารถดูแลเลี้ยงชีพและครอบครัวได้ 6. กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่อาศัยมีสภาพแวดล้อม ปลอดภัย สะอาด ร่มรื่น และสวยงาม และ 7. การบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ผลดำเนินงานปี 53 อัตราการป่วยลดลง สภาพแวดล้อมดีขึ้น
ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการและกิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองในปี 2553 อาทิ โครงการรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออกในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า อัตราการป่วย รวมถึงอัตราผู้ป่วยที่เสียชีวิตลดลง โดยจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกจากเดิมในปี 2551 คิดเป็น 127.3 ต่อแสนประชากร ลดลงเหลือ 103 ต่อแสนประชากรในปี 2553 การส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรค โดยสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุข 10,676 คน ให้มีการปฏิบัติเชิงรุกเพื่อดูแลหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตลอดจนจัดให้มีบริการดูแลสุขภาพในศูนย์สุขภาพชุมชน 1,671 แห่ง แก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการป้องกันและบำบัดรักษาการติดยาเสพติดในชุมชน 165 ชุมชน รวม 17 เขต ลดปริมาณมูลฝอยได้ร้อยละ 0.25 ตันต่อวัน สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ในพื้นที่ริมถนนผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 94.22 การลดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมด้วยการติดตั้งกล้อง CCTV จำนวน 4,224 กล้อง เป็นต้น
รองปลัดฯ เผยสถานการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบการพัฒนาสุขภาพคนเมือง
รองปลัดกทม. กล่าวว่า ปัญหาการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และสถานการณ์ความวุ่นวายระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสุขภาพคนเมือง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการผลักดันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองให้บรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ตามกทม. ต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาสุขภาพคนเมือง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมรายได้ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคนกรุงเทพฯ มีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตได้มาตรฐาน
กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ 7 เป้าหมายพัฒนาสุขภาพคนเมือง
สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กทม. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2553-2556 เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งสุขภาพ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขเทียบเท่าเมืองสำคัญในระดับสากล โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วย การส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ มีสุขภาพที่ดี การพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา 7 เรื่อง ได้แก่ 1. กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุข และมีสุขภาพดี 2. สังคมกรุงเทพฯ เป็นสังคมสมานฉันท์ เอื้ออาทรต่อกัน และปลอดภัยจากอาชญากรรม 3. ประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต 4. กรุงเทพฯ มีศิลปวัฒนธรรมของเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ 5. เศรษฐกิจเมืองกรุงเทพฯ มีความมั่นคง ประชาชนมีรายได้สามารถดูแลเลี้ยงชีพและครอบครัวได้ 6. กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่อาศัยมีสภาพแวดล้อม ปลอดภัย สะอาด ร่มรื่น และสวยงาม และ 7. การบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ผลดำเนินงานปี 53 อัตราการป่วยลดลง สภาพแวดล้อมดีขึ้น
ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการและกิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองในปี 2553 อาทิ โครงการรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออกในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า อัตราการป่วย รวมถึงอัตราผู้ป่วยที่เสียชีวิตลดลง โดยจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกจากเดิมในปี 2551 คิดเป็น 127.3 ต่อแสนประชากร ลดลงเหลือ 103 ต่อแสนประชากรในปี 2553 การส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรค โดยสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุข 10,676 คน ให้มีการปฏิบัติเชิงรุกเพื่อดูแลหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตลอดจนจัดให้มีบริการดูแลสุขภาพในศูนย์สุขภาพชุมชน 1,671 แห่ง แก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการป้องกันและบำบัดรักษาการติดยาเสพติดในชุมชน 165 ชุมชน รวม 17 เขต ลดปริมาณมูลฝอยได้ร้อยละ 0.25 ตันต่อวัน สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ในพื้นที่ริมถนนผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 94.22 การลดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมด้วยการติดตั้งกล้อง CCTV จำนวน 4,224 กล้อง เป็นต้น
รองปลัดฯ เผยสถานการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบการพัฒนาสุขภาพคนเมือง
รองปลัดกทม. กล่าวว่า ปัญหาการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และสถานการณ์ความวุ่นวายระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสุขภาพคนเมือง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการผลักดันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพคนเมืองให้บรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ตามกทม. ต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาสุขภาพคนเมือง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมรายได้ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคนกรุงเทพฯ มีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตได้มาตรฐาน
ตั้งศูนย์อำนวยการเหตุการณ์รักษาความสงบฯ ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (ผอ.รมน.กทม.) มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการเหตุการณ์รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ สำนักงานปกครองและทะเบียน ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โทร. 0 2224 2940 และ 0 2225 5610 โทรสาร 0 2224 2941 เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยแต่งตั้งนายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เรือโทวารินทร์ เดชเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมทั้งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 54 เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆ ที่มีการชุมนุมยืดเยื้อต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกทั้งในวันที่ 13 ก.พ. นี้ กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดชุมนุมใหญ่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก จากนั้นจะเคลื่อนขบวนมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน
ทั้งนี้ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีหน้าที่อำนวยการ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภายนอก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์เมื่อได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แล้วรายงานสถานการณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะ ผอ.รมน.กทม. และปลัดกรุงเทพมหานคร รอง ผอ.รมน.กทม. ทราบทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์
ทั้งนี้ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีหน้าที่อำนวยการ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภายนอก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์เมื่อได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แล้วรายงานสถานการณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะ ผอ.รมน.กทม. และปลัดกรุงเทพมหานคร รอง ผอ.รมน.กทม. ทราบทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์
ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ฯ กุญแจสู่รางวัลเมืองหนังสือโลก ปี 2556




กรุงเทพมหานครภายใต้การนำของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เร่งเดินหน้าโครงการ “มหานครแห่งการอ่านและการเรียนรู้” พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯ คว้ารางวัลเมืองหนังสือโลกในปี 2556 หรือ World Book Capital 2013 ให้ได้ พร้อมทุ่มงบประมาณ 280 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีนิสัยรักการอ่าน
ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เสริมสร้างวัฒนธรรมรักการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคม โดยปรับปรุงห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย สวยงาม มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้บริการสืบค้นข้อมูล และบริการ Hi-Speed Internet และ Wireless LAN เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างสูงสุด แบ่งการให้บริการออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 มุมประชาสัมพันธ์ แนะนำหนังสือใหม่ ห้อง Kids Room มุมหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ชั้นที่ 2 มุมหนังสือพระราชนิพนธ์ มุมหนังสืออ้างอิงและคู่มือสอบ มุมหนังสือวิชาการและความรู้ทั่วไป และชั้นที่ 3 ห้องฉายภาพยนตร์ มุมวรรณกรรม เรื่องแปล และนวนิยาย
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครเปิดให้บริการห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้แล้ว จำนวน 34 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พร้อมทั้งบ้านหนังสืออีก 115 แห่ง ซึ่งเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก เปิดให้บริการแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีรถห้องสมุดเคลื่อนที่ จำนวน 7 คัน ที่ออกให้บริการตามชุมชนขนาดเล็ก และโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสได้เข้าถึงห้องสมุดได้ง่ายและทั่วถึง ตลอดจนสนับสนุนให้เด้ก เยาวชน และประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็น “มหานครแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
นอกจากนี้ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ได้แก่ กิจกรรมพื้นฐาน อาทิ เล่านิทาน ประดิษฐ์หนังสือทำมือ ที่คั่นหนังสือ การ์ดวันสำคัญต่างๆ และยังมีกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิกห้องสมุด ได้แก่ กิจกรรมทัศนศึกษา และค่ายเยาวชนรักการอ่าน รวมถึงกิจกรรมพิเศษตามวาระ ได้แก่ BMA Book & Library Fair ในมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแก่ผู้สนใจทั่วไป
สำหรับผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกสามารถติดต่อได้ที่ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ทุกวันอังคาร – อาทิตย์ ระหว่างเวลา 09.00 – 20.00 น. ปิดบริการวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี พร้อมค่าสมัครสมาชิก โดยผู้สมัครอายุไม่เกิน 15 ปี ค่าสมาชิก 25 บาท/ปี อายุ 15 ปีขึ้นไป ค่าสมาชิก 50 บาท/ปี สามารถใช้บริการ Internet และยืมหนังสือได้ครั้งละไม่เกิน 2 เล่ม ภายใน 7 วัน หากเกินกำหนดปรับเล่มละ 1 บาท/วัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ กลุ่มงานพัฒนาห้องสมุดประชาชน สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. โทร. 0 2246 0286 ในวันและเวลาราชการ และทาง www.bangkok.go.th
ศูนย์เยาวชนมิติใหม่ เปิดให้บริการแล้ว 37 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
สุขภาพดี เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา การมีสุขภาพที่ดีนั้นเกิดจากปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องอาหารการกิน สภาพแวดล้อม รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกรุงเทพมหานครภายใต้การนำของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญต่อการสร้างพื้นฐานการพัฒนาคนกรุงเทพฯ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงสนับสนุนการสร้างศูนย์เยาวชนมิติใหม่ ที่มีรูปแบบทันสมัยทั้งโครงสร้างอาคาร รวมถึงอุปกรณ์กีฬาต่างๆ ให้ดึงดูดความสนใจ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างหลากหลาย เพื่อให้เป็นสถานที่ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และการทำกิจกรรมนันทนาการได้ทั้งครอบครัว พร้อมส่งเสริมการจัดกิจกรรมลานชีวิตใหม่ในวันหยุด การเข้าค่ายพักแรมและทัศนศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการทำกิจกรรมของเด็กและเยาวชน ปีละ 4 รุ่น รุ่นละ 3 เดือน ในกิจกรรมหลักสูตรกีฬา ดนตรี นาฏศิลป์ ศิลปะ หัตถกรรม การพัฒนาบุคลิกภาพ และส่งเสริมประสบการณ์จากการประกวดและแข่งขัน ตลอดจนกิจกรรมพิเศษต่างๆ ด้วย
ปัจจุบันศูนย์เยาวชนมิติใหม่ของกรุงเทพมหานครเปิดให้บริการประชาชนแล้ว 37 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และเป็นศูนย์รวมนันทนาการและความสุขของครอบครัวอย่างแท้จริง จัดสรรพื้นที่เป็นอาคารกิจกรรมและอาคารกีฬาในร่ม โดยอาคารกิจกรรมประกอบด้วย ห้องประชาสัมพันธ์ ห้องศิลปหัตถกรรม ห้องดนตรีสากล ห้องดนตรีไทย ห้องอเนกประสงค์ ห้อง Weight Training ห้องมินิเธียเตอร์ ห้องปิงปอง ห้องลีลาศ ในส่วนของอาคารกีฬาในร่ม ประกอบด้วย สนามแบดมินตัน จำนวน 4 สนาม สระว่ายน้ำ ขนาด 12.50 x 25 เมตร โดยให้บริการฝึกสอนขั้นพื้นฐาน ฝึกซ้อม และบริการออกกำลังกาย
กรุงเทพมหานครขอเชิญชวนคนรักสุขภาพทุกท่านมาออกกำลังกายและร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครทุกแห่งใกล้บ้าน เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – อาทิตย์ ระหว่างเวลา 10.00 – 17.00 น. (ปิดบริการวันหยุดนักขัตฤกษ์) และสามารถเป็นสมาชิกได้ โดยนำเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่ รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีผู้สมัครอายุไม่เกิน 15 ปี) ใบรับรองแพทย์ (สำหรับผู้สมัครกิจกรรมสอนว่ายน้ำ) อัตราค่าสมัครสมาชิก 10 – 40 บาท/ปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. โทร. 0 2246 0286
ฝากข่าว "คืนสู่เหย้า..ชาวราชา"
สมาคมนักเรียนเก่าราชาธิวาส ขอเชิญศิษย์เก่าทุกรุ่น
ร่วมพบปะสังสรรค์ในงาน "คืนสู่เหย้า..ชาวราชาฯ"
โอกาสครบรอบวันสถาปนา 108 ปี โรงเรียนวัดราชาธิวาส
ในวันศุกร์ที่ 11 ก.พ.2554 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
ณ สนามกีฬาโรงเรียนวัดราชาธิวาส ถ.สามเสน
เพลิดเพลินกับวงดนตรี ศิลปินนักร้องและสนุกสนาน
กับตลกชั้นนำ อิ่มอร่อยไปกับอาหารจีน พร้อมรับของที่ระลึกทุกที่นั่ง
สนใจติดต่อสอบถาม จองบัตร ได้ที่ โทร. 0 2243 2159 หรือโทร. 089 130 0580
ร่วมพบปะสังสรรค์ในงาน "คืนสู่เหย้า..ชาวราชาฯ"
โอกาสครบรอบวันสถาปนา 108 ปี โรงเรียนวัดราชาธิวาส
ในวันศุกร์ที่ 11 ก.พ.2554 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
ณ สนามกีฬาโรงเรียนวัดราชาธิวาส ถ.สามเสน
เพลิดเพลินกับวงดนตรี ศิลปินนักร้องและสนุกสนาน
กับตลกชั้นนำ อิ่มอร่อยไปกับอาหารจีน พร้อมรับของที่ระลึกทุกที่นั่ง
สนใจติดต่อสอบถาม จองบัตร ได้ที่ โทร. 0 2243 2159 หรือโทร. 089 130 0580
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)