ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สผม. จัดประชุมพิจารณาแผนแม่บทและพื้นที่เป้าหมายการจัดรูปที่ดิน

น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. แจ้งว่า ตามที่คณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานครได้สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ เรียบร้อยแล้วประกอบด้วย ผศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ นายชุณหเดช พรหมเศรณี และนายอิสระ บุญยัง นั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2553 ขึ้น ในวันที่ 2 ก.ค. 53 เวลา 13.30–16.00 น. ณ ห้องสุทัศน์ ชั้น 2 ศาลาว่าการกทม.
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนแม่บทและพื้นที่เป้าหมายการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยที่แผนแม่บทดังกล่าวนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองที่เป็นระบบและเหมาะสมสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยให้เกิดการประสานแผนการดำเนินการระหว่างการพัฒนาเมืองกับการพัฒนาระบบบริการพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมสมบูรณ์ เช่น ถนน ระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ จะได้ดำเนินการพิจารณาเห็นชอบการจัดตั้งสมาคมจัดรูปที่ดินโครงการจัดรูปที่ดินบริเวณ สวนหลวง ร.9 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการแรกที่ดำเนินการด้วยวิธีการจัดรูปที่ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
----------------------------

กทม. จัดอบรมตรวจสอบสารเคมีอันตราย เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนกรุง

เรืออากาศโทอิราวัสส์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า ปัจจุบัน ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดมลพิษและมลภาวะในชุมชน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สถานประกอบการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกับชุมชน ผู้ประกอบการบางรายมีพฤติกรรมที่จะหลีกเลี่ยงการกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง โดยการนำสารเคมีที่เสื่อมสภาพ หรือกากของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตเททิ้งลงท่อระบายน้ำ หรือนำไปทิ้งรวมกับขยะมูลฝอยชุมชน หรือการนำไปทิ้งตามที่รกร้างห่างไกลที่อยู่ของประชาชนในยามวิกาล กรณีเหล่านี้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชน

จึงกำหนดจัด “โครงการอบรมเพื่อตรวจสอบและประเมินเบื้องต้น เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย” ให้แก่เจ้าหน้าที่และข้าราชการของกรุงเทพมหานคร จำนวน 200 คน จากฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะนักวิชาการสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่อนามัย นักวิชาการสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่จากสำนักสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ และเพิ่มพูนประสบการณ์เกี่ยวกับการจำแนกแยกสารเคมีอันตรายออกจากชุมชน พร้อมทั้งการประสานแจ้งเหตุกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การจัดการแก้ไขปัญหาสารเคมีและกากของเสียได้อย่างทันท่วงที บางกรณีอาจนำไปสู่การสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวด้วยว่า การจัดการขยะอันตรายในกรุงเทพมหานคร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรุงเทพมหานครเพียงหน่วยงานเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของบ้านเรือนและชุมชนช่วยแยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไปก่อนนำไปทิ้ง ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกจากนั้นในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องมีจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างแท้จริง และเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อมที่มีความยั่งยืน
----------------------------

เตรียมแผนพร้อมรับมืออุบัติภัยจากพายุหมุนเขตร้อนในกรุงเทพฯ

กทม. วางแผนรับมือเหตุพายุหมุนเขตร้อน ปี 53 จัดเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง พร้อมป้องกันให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ หากประสบเหตุให้ประชาชนรับมืออย่างมีสติ และไม่ประมาท

พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือน พ.ค. – ส.ค. ทุกปี มักเกิดพายุหมุนเขตร้อน มีลมกรรโชกแรง ฝนตกหนัก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และน้ำล้นตลิ่งจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ กรุงเทพมหานครได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติภัยจากพายุหมุนเขตร้อนประจำปี 2553 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักการระบายน้ำ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการโยธา สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักงานเขต เตรียมพร้อมปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุด้วยความรวดเร็ว โดยจัดกำลังคนทั้งจากหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ รถยก และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและวาตภัยเขตทั้ง 50 เขต เพื่อเป็นศูนย์ประสานการช่วยเหลือ กำหนดนโยบายและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดหน่วย BEST ลงพื้นที่เสี่ยงเกิดปัญหาน้ำท่วม พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องอุปโภค – บริโภค เวชภัณฑ์ ยารักษาโรค น้ำดื่ม และสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยด้วย ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนกทม. โทร. 1555

ขอให้ประชาชนไม่ประมาท เตรียมพร้อมสำหรับการหลบเลี่ยงอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองอย่างมีสติ โดยขณะเกิดพายุหมุนหรือฝนฟ้าคะนองให้ประชาชนอยู่ห่างจากสิ่งที่อาจโค่นล้มได้ เช่น ป้ายโฆษณา ต้นไม้ เสาไฟฟ้า และควรอยู่ภายในอาคารบ้านเรือนที่มีความมั่นคงแข็งแรงจนกว่าสถานการณ์จะสงบ ถ้าอยู่ในตึกหรืออาคารสูงให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์เพราะอาจเกิดไฟฟ้าดับทำให้ติดค้างอยู่ในลิฟต์ได้ หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้หรือเพิงพักที่อยู่โดดเดี่ยว ไม่ควรใส่เครื่องประดับหรือถือวัตถุโลหะ หลีกเลี่ยง และหยุดทำกิจกรรมทันที เนื่องจากพื้นที่เปียกและวัตถุที่สูงหรืออยู่โดดเดี่ยวจะเป็นสื่อล่อฟ้า เสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าได้ ควรงดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและโทรศัพท์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน อย่าหยิบจับหรือเข้าใกล้สายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์ที่ขาดตกห้อยตามพื้นถนนเพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดได้ ควรให้คำแนะนำ ตักเตือนบุตรหลานให้อยู่ห่างจากวัตถุที่เป็นสื่อไฟฟ้าทุกชนิด รวมถึงดูแลสิ่งของต่างๆ ที่อยู่นอกบ้านให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเสมอ หากประชาชนพบเห็นกิ่งไม้ที่ไม่แข็งแรง หรือพาดอยู่บนสายไฟ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงอาจโค่นล้มจากลมพายุได้ ให้รีบแจ้งศูนย์กู้ภัย โทร. 199 และสำนักงานเขตท้องที่ดำเนินการแก้ไขต่อไป
----------------------------

กทม. กับกองทัพภาค 1 ลงนามความร่วมมือปรับปรุงสนามหลวงให้คืนความสง่างาม

กทม. จับมือกองพลพัฒนาที่ 1 ดำเนินโครงการ “ปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและปัญหาสังคมในพื้นที่สนามหลวงและปริมณฑล” ให้กลับคืนความสง่างามเช่นในอดีต ใช้เวลาปรับปรุง 300 วัน งบ 181 ล้านบาท เตรียมพร้อมจัดพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554

30 มิ.ย. 53 เวลา 09.30 น. ณ เต็นท์พิธีสนามหลวง ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินการงานปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่สนามหลวง และโครงการขุดลอก คู คลอง ในเขตกรุงเทพมหานคร” ระหว่างกรุงเทพมหานคร กับกองทัพภาคที่ 1 โดยมีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายทวีศักดิ์ เดชเดโช รองปลัดกรุงเทพมหานคร รักษาราชการแทนปลัดกรุงเทพมหานคร นายจุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักการโยธา นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กับกองทัพบก โดย พลโทคณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พลตรี ธวัชชัย นุ่มนิ่ม ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 1 พันเอกทวีวัฒน์ บุรณสิงห์ รองผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 1 พันเอกศุภวัฒน์ เชิดธรรม รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 และพันเอกกิติศักดิ์ มาระเนตร์ เสนาธิการกองพลพัฒนาที่ 1 ร่วมลงนาม

กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการ “ปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและปัญหาสังคมในพื้นที่สนามหลวงและปริมณฑล” ขึ้น เพื่อฟื้นฟูสนามหลวงให้กลับคืนความสง่างามเช่นในอดีต ที่เป็นสถานที่สำคัญสำหรับคนไทยในการจัดงานพระราชพิธี งานเทศกาล และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาแม้มีการปรับปรุงและซ่อมแซมสนามหลวงมาโดยตลอด แต่ยังมีปัญหาต่างๆ ทั้งความสกปรกชำรุดของพื้นที่ ปัญหาหาบเร่ แผงลอย คนเร่ร่อนไร้บ้าน รวมไปถึงปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม

ทั้งนี้กรุงเทพมหานครได้รับความร่วมมือจากกองทัพในการบูรณะฟื้นฟูสนามหลวง โดยลงนามบันทึกข้อตกลงกับกองทัพภาคที่ 1 กองทัพบก ให้เป็นผู้ดำเนินการ ระยะเวลาปรับปรุง 300 วัน งบประมาณ 181 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและคืนจิตวิญญาณสนามหลวงให้คงความสง่างาม สมศักดิ์ศรีและเตรียมพร้อมจัดพิธีสำคัญ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554

สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและปัญหาสังคมในพื้นที่สนามหลวงและปริมณฑลนั้น ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ทั้งการปรับปรุงด้านกายภาพ การจัดการปัญหานกพิราบ การจัดหาสถานที่รับพักพิงคนเร่ร่อน การจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย เช่น การช่วยเหลือผู้ค้ารอบสนามหลวง ได้จัดพื้นที่ขายชั่วคราวไว้ที่บริเวณตรอกเสถียร ตรอกสาเก ถนนราชินีและถนนอัษฎางค์ มีผู้ค้าลงทะเบียน 676 ราย เริ่มย้ายผู้ค้าไปขายตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 3 จุด ซึ่งกทม. ได้ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาแก้ไขข้อบังคับจราจรเรื่องการห้ามจอดรถในบริเวณตรอกสาเกและตรอกเสถียร จากเดิมห้ามจอดรถสลับวันคู่และวันคี่ เป็นห้ามจอดรถฝั่งเดียว(ฝั่งริมคลองหลอด) ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันทำการ ปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ กรุงเทพมหานครจะจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจประมาณ 300 นาย ร่วมกับตำรวจ ตรึงกำลังดูแลโดยรอบไม่ให้มีการฝ่าฝืนเข้าพื้นที่ที่มีการติดตั้งรั้วล้อมรอบช่วงปรับปรุง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกในการดำเนินงาน

ในโอกาสเดียวกันนี้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ในโครงการขุดลอก คู คลองในเขตกรุงเทพมหานคร รวมระยะทาง 677 กิโลเมตร ใช้เวลาดำเนินการ 150 วัน ด้วยงบประมาณ 380 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเป็นแก้มลิงในการรองรับน้ำได้เพิ่มขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชนในช่วงหน้าฝนนี้อีกด้วย
----------------------------

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เร่งเปิดเดินรถโมโนเรลสายแรกย่านจุฬาฯ คาดได้นั่ง ม.ค. 56

กทม. เดินหน้าโครงการโมโนเรล 3 สาย ย่านจุฬาฯ คาดมีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 10,000 คนต่อวัน เริ่มเฟสแรกสายสีน้ำเงินระยะทาง ราว 1.5 กิโลเมตร ต่อด้วยสายสีชมพู เชื่อสามารถให้บริการประชาชนได้ภายในเดือน ม.ค. 56

: ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการดำเนินการด้านความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับทางจุฬาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีแนวทางความร่วมมือกันใน 3 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาการเดินรถโมโนเรล จำนวน 3 เฟส การจัดสรรพื้นที่สร้างศูนย์ราชการ และการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผันบริเวณ ถ.พระรามที่ 1 และ ถ.พญาไท

เดินหน้าโมโนเรลสายแรกปลายปีหน้า

การพัฒนาระบบเดินรถโมโนเรลทั้ง 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 สายสีน้ำเงิน จากสยามสแควร์ – จามจุรีสแควร์ 2 เป็นการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว กับรถโมโนเรลสายสีน้ำเงิน ระยะที่ 2 สายสีชมพู จะพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ด้านใน ซ.จุฬา 5 และ ซ.จุฬา 12 โดยจะผ่านพื้นที่ที่ใช้จัดสร้างศูนย์ราชการในอนาคตด้วย และระยะที่ 3 สายสีส้ม ให้บริการเส้นทาง ถ.อังรีดูนังต์ – สยามสแควร์ โดยจะให้มีการยกเว้นการจอดรถในบางบริเวณ ซึ่งคาดว่าในปีหน้าโครงการจะเริ่มเดินหน้าทั้งการจัดเตรียมงบประมาณ การจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเร่งดำเนินการสายสีน้ำเงินเป็นสายแรกให้ทันในปี 54 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 54 ซึ่งน่าจะเปิดใช้ได้ทันในเดือน ม.ค. 56

จัดสรรพื้นที่ 5 ไร่ เป็นที่ศูนย์ราชการและสถานีตำรวจปทุมวัน

สำหรับการจัดสร้างศูนย์ราชการที่เป็นที่ตั้งของหน่วยงานกทม. 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานเขตปทุมวัน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบรรทัดทอง ศูนย์บริการสาธารณสุข 5 ศูนย์เยาวชนปทุมวัน และศูนย์ฝึกอาชีพลุมพินี และหน่วยงานภายนอก 1 แห่ง คือ สถานีตำรวจปทุมวัน ทั้งนี้ ทางจุฬาฯ ได้จัดสรรพื้นที่ให้ 5 ไร่ โดยจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดูแลการดำเนินงานทั้งด้านการจัดเตรียมงบประมาณและแผนงานการดำเนินการ ซึ่งให้รายงานผลและความคืบหน้าให้ทราบภายใน 3 เดือน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงาน และสามารถเดินหน้าโครงการได้อย่างรวดเร็ว

จุฬาฯ เตรียมสงวนสิทธิ์ในพื้นที่ก่อนกั้นแนวเขตห้ามขายของ

ส่วนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ของจุฬาฯ รอบบริเวณสยามสแควร์ เบื้องต้นทางจุฬาฯ จะขอสงวนสิทธิ์ในพื้นที่ของตนเองก่อน จากนั้นจะเริ่มจากเขตบริเวณกันสาด เพื่อจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย และความเป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ค้า หาบเร่แผงลอย กว่า 300 ราย ได้ตั้งวางสิ่งของจำหน่ายลุกล้ำพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณ ถ.พระราม 1 และ ถ.พญาไท จึงจะมีการจัดระเบียบผู้ค้า หาบเร่แผงลอยดังกล่าว เพื่อความสะดวกในการสัญจรไปมาของประชาชน และความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สวยงามของพื้นที่บริเวณดังกล่าวด้วย

----------------------------

รพ.ตากสิน เปิดงานเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก 1 ก.ค. นี้


นางกิตติยา ศรีเลิศฟ้า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากสิน กทม. กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จไปทรงเปิดประชุมวิชาการและทรงติดตามการดำเนินงานโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ฯ พื้นที่ 20 กรุงเทพมหานคร ณ โรงพยาบาลตากสิน ในวันที่ 1 ก.ค. 53

โครงการ ”เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทย” ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นโครงการสืบเนื่องจากพระดำริ และพระปณิธานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ที่ทรงเมตตาต่อมารดาและทารก ในการส่งเสริมสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ถึงระยะหลังคลอด เพื่อให้ทั้งมารดาและทารกแข็งแรง ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 9 แห่ง และศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่งได้เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 51 เป็นต้นมา สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย ช่วงเช้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ จะประทานพระดำรัส และประทานเกียรติบัตรให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านมารดาและทารกโรงพยาบาลตากสิน จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ประทานกระเป๋าเยี่ยมให้แก่มารดาและมารดารอคลอด ทอดพระเนตรการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกป่วย และทารกปกติในหออภิบาลกุมารเวชกรรม และทอดพระเนตรเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มารับการกระตุ้นพัฒนาการ พร้อมประทานกระเป๋าเยี่ยมแก่เด็ก ณ คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่าย ประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง การป้องกันดูแลรักษาภาวะคลอดก่อนกำหนด การป้องกันและดูแลรักษาภาวะคลอดก่อนกำหนด และการรักษาติดตามทารกคลอดก่อนกำหนด โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ

นางกิตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลตากสินได้ร่วมกับโรงพยาบาลสังกัดกทม. อีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล จัดนิทรรศการเพื่อแสดงผลงานและความรู้ทางวิชาการขึ้น ในหัวข้อต่างๆ 13 หัวข้อ อาทิ โครงการสร้างเสริมสุขภาพ ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น สุขภาพช่องปากในสตรีตั้งครรภ์ เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด แนวทางการวางแผนจำหน่ายและดูแลทารกน้ำหนักน้อยมากแบบองค์รวม และโครงการป้องกันและรักษาโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพมารดาและทารก ซึ่งอนามัยของแม่และเด็กจะส่งผลไปยังการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตอีกด้วย

----------------------------

ชวนประชาชนส่งเรื่องแม่ที่ควรยกย่องร่วมคัดเลือกเป็นแม่ดีเป็นศรีของชาติ ปี 53

นายชุมพล ชาวเกาะ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ กทม. แจ้งว่า สมาคมส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ร่วมกับสภายุวพุทธิสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะจัดให้มีการคัดเลือก “แม่ดีเป็นศรีของชาติ” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2553 โดยผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกจะต้องเป็นแม่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้อยู่ศีลธรรมอันดีงาม ประกอบสัมมาอาชีพ ดูแลลูกด้วยความรัก เอาใจใส่ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และลูกทุกคนเป็นคนดี มีความประพฤติเรียบร้อย อยู่ในศีลธรรมอันดี บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

ผู้สนใจส่งเรื่องแม่ที่สมควรยกย่องเป็นแม่ดีเป็นศรีของชาติได้ที่สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ เลขที่ 58 ซ.ศุภราช 1 ถ.พหลโยธิน 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ภายในวันที่ 16 ก.ค. 53 สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 2272 6452