กทม. พร้อมขึ้นทะเบียนมอเตอร์ไซด์รับจ้างทั่วกรุง สร้างวินในฝัน 15 ก.พ. นี้
(10 ก.พ. 54) เวลา 14.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม. : นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมซักซ้อมเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ ว่า กรุงเทพมหานครได้รับนโยบายจากรัฐบาล ให้เป็นเจ้าภาพในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งได้ดำเนินการวางหลักเกณฑ์การพิจารณาการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว โดยการประชุมในครั้งนี้สำนักการจราจรและขนส่งร่วมกับฝ่ายเทศกิจ ทั้ง 50 เขต ซักซ้อมดำเนินการจัดระเบียบและขึ้นทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนกว่า 1000,000 คัน โดยมี รถจักรยานยนต์และวิน จำนวนมากที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและทำฐานข้อมูลผู้ขับขี่ ดังนั้น การขึ้นทะเบียนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและวิน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะทำให้ผู้ใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างได้รับความสะดวกและปลอดภัย รวมทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างได้รับการดูแลคุณภาพชีวิต และมีมาตรฐานที่ดีขึ้น
สำหรับผู้ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รายใหม่ รวมถึงผู้ประสงค์จัดตั้งวินใหม่ ให้นำเอกสารและหลักฐานไปยื่น ณ สำนักงานเขตพื้นที่ 50 เขต ตั้งแต่วันที่ 15-28 ก.พ. 54 และในส่วนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างรายเก่าที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว ให้นำหลักฐานไปยื่น ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 มี.ค. 54 ซึ่งประกอบด้วย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ สำเนาคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้าง พร้อมรับรองสำเนาทุกฉบับ ยื่นความจำนงได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่ 50 แห่ง ช่วงวันจันทร์-เสาร์ เวลาราชการ เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยภายหลังจากผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างลงทะเบียนเสร็จแล้ว จะได้รับบัตรประจำตัว พร้อมเสื้อกั๊ก 1 ตัว หมวกนิรภัย 2 ใบ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
Let's Bring Happiness Back to Bangkok :) "ข้อมูลข่าวจาก กองประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร":D
ค้นหาบล็อกนี้
วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เปิดตัวหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักร” สื่อกลางความเข้าใจรวม 3 สวน
เปิดตัวหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักร” สื่อกลางความเข้าใจรวม 3 สวน
(10 ก.พ. 54) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. : นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักร เนรมิตสวนขวัญ ใต้ร่มพรรณพฤกษา” ซึ่งกรุงเทพมหานครจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่การดำเนินงานพัฒนาอุทยานสวนจตุจักรไปสู่สาธารณะชน เนื่องจากการสร้างศูนย์กลางคมนาคมบริเวณสวนจตุจักร ได้ลดพื้นที่ของสวนจตุจักร คณะรัฐมนตรีมีมติให้รวมพื้นที่สวนสาธารณะ 3 แห่ง ประกอบด้วย สวนจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสวนวชิรเบญจทัศเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ “อุทยานสวนจตุจักร” ซึ่งหากรวม 3 สวนเข้าด้วยกันก็จะเป็นสวนสาธารณะระดับมหานคร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 727 ไร่
สำหรับหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักรฯ ” กรุงเทพมหานครจัดพิมพ์ขึ้น จำนวน 7,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป โดยนำเสนอแนวคิดการใช้ประโยชน์พื้นที่ของสวนสาธารณะที่มีจุดเด่นแตกต่างกันในแต่ละแห่ง คือ สวนจตุจักร จุดเด่นคือ เป็นสวนสุขภาพ สวนแห่งศิลปะ และสวนแห่งการเรียนรู้ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จุดเด่นคือ เป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ทั้งไม้ป่า ไม้น้ำและสมุนไพรกว่า 230 ชนิด และสวนวชิรเบญจทัศ จุดเด่นคือ เป็นสวนกิจกรรมเหมาะสำหรับคนในครอบครัว โดยแนวทางการรวมสวนทั้ง 3 แห่งนี้เข้าด้วยกันจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมโดยมีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม 790 ต้น สร้างการเชื่อมโยงระหว่างสวนทั้ง 3 แห่ง ด้วยภูมิสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ การปรับปรุงทางเข้าให้มีความชัดเจนสังเกตได้ง่าย การจัดระบบเส้นทางการเรียนรู้ การกระจายสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทั่วถึง รวมถึงการปรับปรุงทางเดินภายในสวนให้เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และการจัดพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ความสะดวกสบาย เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย รวมทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์อีกด้วย
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้น้อมนำแนวของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสร้างสรรค์ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสวรรค์ด้วยการดำเนินนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 5,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 4 ปี จัดสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554 ซึ่งหากองค์กร หรือประชาชนสนใจสามารถขอรับหนังสือได้ที่สำนักสิ่งแวดล้อม ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง สอบถามโทร. 0 2245 3748
(10 ก.พ. 54) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. : นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักร เนรมิตสวนขวัญ ใต้ร่มพรรณพฤกษา” ซึ่งกรุงเทพมหานครจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่การดำเนินงานพัฒนาอุทยานสวนจตุจักรไปสู่สาธารณะชน เนื่องจากการสร้างศูนย์กลางคมนาคมบริเวณสวนจตุจักร ได้ลดพื้นที่ของสวนจตุจักร คณะรัฐมนตรีมีมติให้รวมพื้นที่สวนสาธารณะ 3 แห่ง ประกอบด้วย สวนจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสวนวชิรเบญจทัศเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ “อุทยานสวนจตุจักร” ซึ่งหากรวม 3 สวนเข้าด้วยกันก็จะเป็นสวนสาธารณะระดับมหานคร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 727 ไร่
สำหรับหนังสือ “อุทยานสวนจตุจักรฯ ” กรุงเทพมหานครจัดพิมพ์ขึ้น จำนวน 7,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป โดยนำเสนอแนวคิดการใช้ประโยชน์พื้นที่ของสวนสาธารณะที่มีจุดเด่นแตกต่างกันในแต่ละแห่ง คือ สวนจตุจักร จุดเด่นคือ เป็นสวนสุขภาพ สวนแห่งศิลปะ และสวนแห่งการเรียนรู้ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จุดเด่นคือ เป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ทั้งไม้ป่า ไม้น้ำและสมุนไพรกว่า 230 ชนิด และสวนวชิรเบญจทัศ จุดเด่นคือ เป็นสวนกิจกรรมเหมาะสำหรับคนในครอบครัว โดยแนวทางการรวมสวนทั้ง 3 แห่งนี้เข้าด้วยกันจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมโดยมีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม 790 ต้น สร้างการเชื่อมโยงระหว่างสวนทั้ง 3 แห่ง ด้วยภูมิสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ การปรับปรุงทางเข้าให้มีความชัดเจนสังเกตได้ง่าย การจัดระบบเส้นทางการเรียนรู้ การกระจายสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทั่วถึง รวมถึงการปรับปรุงทางเดินภายในสวนให้เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และการจัดพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ความสะดวกสบาย เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย รวมทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์อีกด้วย
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้น้อมนำแนวของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสร้างสรรค์ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสวรรค์ด้วยการดำเนินนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 5,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 4 ปี จัดสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554 ซึ่งหากองค์กร หรือประชาชนสนใจสามารถขอรับหนังสือได้ที่สำนักสิ่งแวดล้อม ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง สอบถามโทร. 0 2245 3748
กทม. ร่วมเสนอแนะบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
กทม. ร่วมเสนอแนะบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
(10 ก.พ. 54) นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมอภิปรายเรื่อง การทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำของชาติอันเนื่องมาจากวิกฤตทางธรรมชาติ ในการประชุมทิศทางการวิจัยเพื่อการจัดการน้ำของชาติ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่นโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย คณะนักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำหนดจัดการประชุม เรื่อง ทิศทางการวิจัยเพื่อการจัดการน้ำของชาติ เนื่องจากในปัจจุบันเกิดปัญหาน้ำหลายประการ ทั้งการขาดแคลนน้ำ อุทกภัย หรือน้ำเน่าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสังคม จำเป็นยิ่งที่ควรวางแผนและกำหนดทิศทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาวให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำโดยรวมของประเทศได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.ได้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักผังเมือง เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างครบวงจร ตลอดจนกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงฤดูฝน รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนให้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ
(10 ก.พ. 54) นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมอภิปรายเรื่อง การทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำของชาติอันเนื่องมาจากวิกฤตทางธรรมชาติ ในการประชุมทิศทางการวิจัยเพื่อการจัดการน้ำของชาติ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่นโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย คณะนักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำหนดจัดการประชุม เรื่อง ทิศทางการวิจัยเพื่อการจัดการน้ำของชาติ เนื่องจากในปัจจุบันเกิดปัญหาน้ำหลายประการ ทั้งการขาดแคลนน้ำ อุทกภัย หรือน้ำเน่าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสังคม จำเป็นยิ่งที่ควรวางแผนและกำหนดทิศทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาวให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำโดยรวมของประเทศได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.ได้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักผังเมือง เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างครบวงจร ตลอดจนกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงฤดูฝน รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนให้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ
วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
กทม. เปิดอบรมฟรีหลักสูตรพัฒนาธุรกิจ
นางจันทนา พันธุ์พิริยะ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กทม. แจ้งว่า สำนักพัฒนาสังคมเปิดฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาธุรกิจ รุ่นที่ 2 ณ ศูนย์พัฒนาธุรกิจ อาคารเศรษฐกิจชุมชน ซ.จรัญสนิทวงศ์ 79 เขตบางพลัด เพื่อเสริมสร้างพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว ให้สามารถวางแนวทางการตลาด การบริหารจัดการต้นทุนและการเงิน ตลอดจนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีจุดขาย สามารถแข่งขันในตลาดได้ในเชิงธุรกิจ โดยเปิดฝึกอบรม ใน 7 หัวข้อวิชา ประกอบด้วย วิชาการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ ระหว่างวันที่ 12-13 ก.พ. 54 วิชาการตลาดสำหรับกิจการขนาดย่อม ระหว่างวันที่ 19-20 ก.พ. 54 วิชาการบริหารจัดการ ระหว่างวันที่ 26-27 ก.พ. 54 วิชาการเงินและการหาแหล่งเงินทุน ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. 54 วิชาการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ระหว่างวันที่ 12-13 มี.ค. 54 วิชาการจัดทำแผนธุรกิจ ระหว่างวันที่ 19-20 มี.ค. 54 และวิชาการประกอบธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ระหว่างวันที่ 2-3 เม.ย. 54 โดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในหลักสูตรธุรกิจ
ผู้สนใจสมัครได้ที่กลุ่มงานส่งเสริมอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (อาคาร 3 ชั้น 5) กองส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม. โทร. 0 2247 9492 โทรสาร 0 2247 9493 ในวันเวลาราชการ และศูนย์พัฒนาธุรกิจ อาคารเศรษฐกิจชุมชน ซ.จรัญสนิทวงศ์ 79 เขตบางพลัด กทม. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น (วันจันทร์-วันอาทิตย์) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผู้สนใจสมัครได้ที่กลุ่มงานส่งเสริมอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (อาคาร 3 ชั้น 5) กองส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม. โทร. 0 2247 9492 โทรสาร 0 2247 9493 ในวันเวลาราชการ และศูนย์พัฒนาธุรกิจ อาคารเศรษฐกิจชุมชน ซ.จรัญสนิทวงศ์ 79 เขตบางพลัด กทม. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น (วันจันทร์-วันอาทิตย์) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
14 ก.พ. นี้ พร้อมเปิดใช้จุดเชื่อมต่อ BRT-BTS แยกสาทร – นราธิวาสฯ
(3 ก.พ. 54) เวลา 13.30 น. : ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างลานอเนกประสงค์จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ช่องนนทรี กับสถานีรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) สาทร บริเวณแยกสาทร-ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า กรุงเทพมหานครจะเปิดใช้จุดเชื่อมต่อการเดินทางรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) และรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) ในวันที่ 14 ก.พ. 54 โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งใช้ระบบตั๋วร่วมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความรวดเร็วในการเดินทางในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้แก่ประชาชน ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณผู้ใช้บริการรถโดยสาร BRT เพิ่มขึ้นจากเดิม 10,000 คนต่อวันเป็น 13,000–14,000 คนต่อวัน และภายใน 2 ปี จะมีผู้ใช้บริการมากขึ้นถึง 30,000 คนต่อวัน ส่วนการจราจร ในเส้นทางรถประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) นั้น กรุงเทพมหานครได้ทำการทดลองให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาวิ่งได้ในชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อระบายการจราจรในบริเวณดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างลิฟท์โดยสารสำหรับคนพิการในสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ให้ครบทุกสถานี รวมจำนวน 56 ตัว ภายในปีงบประมาณ 2554 จะเริ่มดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 14 ก.พ. 54 นี้เช่นกัน เพื่อให้คนพิการสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนได้สะดวกยิ่งขึ้น
สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างลิฟท์โดยสารสำหรับคนพิการในสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ให้ครบทุกสถานี รวมจำนวน 56 ตัว ภายในปีงบประมาณ 2554 จะเริ่มดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 14 ก.พ. 54 นี้เช่นกัน เพื่อให้คนพิการสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนได้สะดวกยิ่งขึ้น
กทม. จับมือนิด้า ทำวิจัยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม มุ่งสร้างกรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่
(3 ก.พ. 54) ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร : ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ลงนามความร่วมมือดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกรุงเทพมหานคร เพื่อทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ โดยได้รับความร่วมจากมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชนในกรุงเทพฯ รวม 25 แห่ง ร่วมเป็นเครือข่ายดำเนินการวิจัย สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนร่วมเป็นวิทยากรนำร่องด้านการศึกษาชุมชน และสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทยร่วมทำงานวิจัยสำรวจเชิงปริมาณ โดยมี นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการวิจัยดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนโครงการร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ในการแก้ไขความไม่เสมอภาค ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกรุงเทพฯ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชนและภาคีต่างๆ ในการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขแม้เกิดภาวะวิกฤต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างเป็นระบบ ให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้และสามารถพึ่งตนเองได้ โดยกทม. ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาตลอดจนนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติและประเมินผล เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดกิจกรรมเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า โครงการนี้จะดำเนินการสำรวจความเหลื่อมล้ำทางสังคมใน 6 ประเด็น คือ 1. การเข้าถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน 2. การพัฒนาด้านกายภาพของชุมชน 3. การแก้ไขปัญหาความยากจน และสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน 4. การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยอำนาจรัฐ 5. การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และ 6.การแสดงความคิดเห็น ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมระหว่างแกนนำประชาชน นักวิจัย นักวิชาการและผู้ประสานงานในพื้นที่ มีลักษณะเนื้องานเป็นการวิจัยและพัฒนา ที่เน้นทั้งคุณภาพและปริมาณรวมทั้งใช้วิธีวิจัยเชิงทดลอง โดยมีบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มและประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรในชุมชน จาก 96 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการ 8 เดือน ระหว่างเดือน ก.พ. - ก.ย. 54
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการวิจัยดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนโครงการร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ในการแก้ไขความไม่เสมอภาค ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกรุงเทพฯ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชนและภาคีต่างๆ ในการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขแม้เกิดภาวะวิกฤต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างเป็นระบบ ให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้และสามารถพึ่งตนเองได้ โดยกทม. ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาตลอดจนนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติและประเมินผล เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดกิจกรรมเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า โครงการนี้จะดำเนินการสำรวจความเหลื่อมล้ำทางสังคมใน 6 ประเด็น คือ 1. การเข้าถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน 2. การพัฒนาด้านกายภาพของชุมชน 3. การแก้ไขปัญหาความยากจน และสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน 4. การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยอำนาจรัฐ 5. การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และ 6.การแสดงความคิดเห็น ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมระหว่างแกนนำประชาชน นักวิจัย นักวิชาการและผู้ประสานงานในพื้นที่ มีลักษณะเนื้องานเป็นการวิจัยและพัฒนา ที่เน้นทั้งคุณภาพและปริมาณรวมทั้งใช้วิธีวิจัยเชิงทดลอง โดยมีบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มและประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรในชุมชน จาก 96 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการ 8 เดือน ระหว่างเดือน ก.พ. - ก.ย. 54
วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
กทม. สร้างเครือข่ายเยาวชนวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ
กทม. เปิดตัวโครงการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ ดึงผู้นำเยาวชนในสถานศึกษาร่วมกิจกรรม สร้างเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพ เน้นเยาวชนรู้ปัญหาและสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรมทันสมัยโดยมี Bangkok Health Youth Club เป็นศูนย์กลาง สื่อสารผ่านเว็บไซต์ http://bangkokyouthclub.com
(3 ก.พ. 54) ณ สวนหลวงพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) เขตบางพลัด : ม.ร.ว.สุขมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในงานเปิดตัวโครงการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ (Bangkok Health Youth Club) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างภาคีเครือข่าย ด้านการส่งเสริมสุขภาพในสถานศึกษา ตามนโยบายการพัฒนาสุขภาพและสร้างสังคมแห่งสุขภาวะด้านการพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชน โดยมีผู้นำเยาวชนในโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมด้านต่างๆ เพื่อหารูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วม เพิ่มบทบาทหน้าที่ และสร้างแรงจูงใจการดำเนินงานร่วมแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ สร้างจิตสำนึกให้รู้จักดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย นักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน สำนักการศึกษา สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ ซุ้มกิจกรรมและเกมต่างๆ การออกกำลังสุขภาพดี พร้อมลุ้นรับของรางวัล การแสดงเชียร์วัยใสใส่ใจสุขภาพ โชว์นาฏมวยไทย โชว์กระบี่กระบองและมวยไทย พร้อมร่วมฟังเคล็ดลับความใส ใส่ใจสุขภาพของเหล่าดารา ศิลปินขวัญใจวัยรุ่น และวิธีดูแลหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ทั้งนี้โครงการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ด้าน คือ 1. เยาวชนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง คือ รู้ปัญหาด้วยตนเอง ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ 2. เพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งเป็นการร่วมกันดูแลสุขภาพ โดยการรวมกลุ่มทำกิจกรรม และจัดตั้ง Bangkok Health Youth Club เพื่อเป็นการปลุกกระแสตื่นตัวการร่วมกันดูแลสุขภาพ และการสร้างจิตสำนึกให้เด็กวัยเรียนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านกิจกรรมที่ทันสมัยและเป็นที่น่าสนใจของเยาวชน พร้อมจัดทำบัตร Bangkok Health Youth Club Card เพื่อดึงดูดใจให้เยาวชนในสถานศึกษาเข้าร่วมเป็นสมาชิกและทำกิจกรรมร่วมกัน และสื่อสารกันผ่านเว็บไซต์ http://bangkokyouthclub.com
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครตระหนักถึงปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่ คือ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาโรคอ้วน จึงมีนโยบายด้านการพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชน และสร้างเสริมภาวะผู้นำด้านสุขภาพ ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแนวคิดของหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้คิดวางแผนหรือวางแนวทาง ซึ่งอาจไม่ตอบสนองปัญหาของเยาวชนแต่ละบริบทได้ แต่การดำเนินงานรูปแบบใหม่นี้ จะมุ่งเน้นให้เยาวชนรู้ปัญหาด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองและเพื่อนได้ ดังนั้นการสนับสนุน ส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดตั้ง Bangkok Health Youth Club ให้เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกันดูแลสุขภาพในโรงเรียน โดยมีผู้นำเยาวชนทำหน้าที่และเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งผลให้เด็กวัยเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน เกิดเครือข่ายด้านสุขภาพในสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญที่ว่า “ทั้งชีวิต เราดูแล”
(3 ก.พ. 54) ณ สวนหลวงพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) เขตบางพลัด : ม.ร.ว.สุขมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในงานเปิดตัวโครงการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ (Bangkok Health Youth Club) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างภาคีเครือข่าย ด้านการส่งเสริมสุขภาพในสถานศึกษา ตามนโยบายการพัฒนาสุขภาพและสร้างสังคมแห่งสุขภาวะด้านการพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชน โดยมีผู้นำเยาวชนในโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมด้านต่างๆ เพื่อหารูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วม เพิ่มบทบาทหน้าที่ และสร้างแรงจูงใจการดำเนินงานร่วมแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ สร้างจิตสำนึกให้รู้จักดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย นักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน สำนักการศึกษา สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ ซุ้มกิจกรรมและเกมต่างๆ การออกกำลังสุขภาพดี พร้อมลุ้นรับของรางวัล การแสดงเชียร์วัยใสใส่ใจสุขภาพ โชว์นาฏมวยไทย โชว์กระบี่กระบองและมวยไทย พร้อมร่วมฟังเคล็ดลับความใส ใส่ใจสุขภาพของเหล่าดารา ศิลปินขวัญใจวัยรุ่น และวิธีดูแลหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ทั้งนี้โครงการวัยเรียน วัยใส ใส่ใจสุขภาพ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ด้าน คือ 1. เยาวชนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง คือ รู้ปัญหาด้วยตนเอง ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ 2. เพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งเป็นการร่วมกันดูแลสุขภาพ โดยการรวมกลุ่มทำกิจกรรม และจัดตั้ง Bangkok Health Youth Club เพื่อเป็นการปลุกกระแสตื่นตัวการร่วมกันดูแลสุขภาพ และการสร้างจิตสำนึกให้เด็กวัยเรียนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านกิจกรรมที่ทันสมัยและเป็นที่น่าสนใจของเยาวชน พร้อมจัดทำบัตร Bangkok Health Youth Club Card เพื่อดึงดูดใจให้เยาวชนในสถานศึกษาเข้าร่วมเป็นสมาชิกและทำกิจกรรมร่วมกัน และสื่อสารกันผ่านเว็บไซต์ http://bangkokyouthclub.com
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครตระหนักถึงปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่ คือ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาโรคอ้วน จึงมีนโยบายด้านการพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชน และสร้างเสริมภาวะผู้นำด้านสุขภาพ ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแนวคิดของหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้คิดวางแผนหรือวางแนวทาง ซึ่งอาจไม่ตอบสนองปัญหาของเยาวชนแต่ละบริบทได้ แต่การดำเนินงานรูปแบบใหม่นี้ จะมุ่งเน้นให้เยาวชนรู้ปัญหาด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองและเพื่อนได้ ดังนั้นการสนับสนุน ส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดตั้ง Bangkok Health Youth Club ให้เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกันดูแลสุขภาพในโรงเรียน โดยมีผู้นำเยาวชนทำหน้าที่และเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งผลให้เด็กวัยเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน เกิดเครือข่ายด้านสุขภาพในสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญที่ว่า “ทั้งชีวิต เราดูแล”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)